เหมืองเจ้าฟ้า

"เหมืองเจ้าฟ้า" ตั้งอยู่ที่ ตำบลวิชิต อำเภอเมืองจังหวัดภูเก็ต แต่เดิมเป็น เหมืองปล่องบ้าง เหมืองหาบบ้าง  เริ่มเปิดการทำเหมืองประมาณปี พ.ศ. 2460 เนื่องจาก มีประทานบัตรในบริเวณใกล้เคียงซึ่งบางแปลง  เปิดการทำเหมืองด้วยวิธีเหมืองสูบบ้าง  เหมืองฉีดบ้าง และบางแปลงมีความจำเป็นที่จะต้องร่วมแผนผังโครงการเดียวกันจึงต้องขออนุญาตจากทรัพยากรธรณีจังหวัดเปลี่ยนวิธีการทำเป็นเหมืองสูบ เหมืองฉีด แบบเดิมเกือบทั้งหมด

เนื่องจาก หลวงอนุภาษ  เป็นผู้ที่ชอบหาความรู้เพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา ทำให้ทราบว่าขณะนั้นทางมาเลเซียเริ่มทำเหมืองสูบด้วยวิธีใหม่แล้วในปี พ.ศ. 2470 จึงหวังที่จะให้การทำเหมืองในเมืองไทยเจริญทัดเทียมเพื่อนบ้านท่านจึงได้ตัดสินใจเดินทางไปดูกิจการเหมืองสูบ ณ ประเทศมาเลเซีย แล้วนำมาปรับใช้โดยเริ่มในปี พ.ศ. 2470

นับเป็นคนไทยคนแรก  ที่เริ่มวิธีการทำเป็น หมืองสูบ สมัยใหม่ขึ้นในประเทศไทย  แต่ยังคงใช้่เครื่องยนต์ดีเซลผลิตกระแสไฟฟ้าโดยตรง ซึ่งไม่สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ อันเป็นผลที่ยังไม่น่าพอใจได้พยายามหาหนทางใหม่อีกครั้งด้วยการซื้อเครื่องกำเนิดไฟฟ้า  ที่ใช้กับเรือมาทดลองผลิตกระแสไฟฟ้าแทนเครื่องยนต์ ก็สามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้ นับว่าได้รับความสำเร็จได้ ถึงสามประการคือสามารถเปิดการทำเหมืองสูบวิธีเหมืองสูบและใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้ามาผลิตไฟฟ้าพร้อม ทั้งลดค่าใช้จ่ายลงได้

ที่มาของคำว่า "เหมืองเจ้าฟ้า"  เมื่อสามารถเปิดทำการเหมืองได้ผลเป็นที่พอใจขณะนั้น สมเด็จพระบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิจทรงเสด็จภูเก็ต  และเสด็จมาทอดพระเนตรกิจการเหมืองที่ตำบลวิชิต เมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2473 โรงไฟฟ้าก็ทำพิธีเปิดจ่ายกระแสไฟฟ้าสำหรับใช้ในการทำเหมืองสูบแทนเครื่องยนต์โดยทรงเป็นองค์ประธานในพิธี พร้อมทั้งทรงลงลายพระหัตถ์พระราชทานชื่อเหมืองสูบแห่งนี้ว่า "เหมืองเจ้าฟ้า"  ไว้เป็นที่ระลึก  ต่อมาในเดือน มีนาคม 2502  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถได้เสด็จทอดพระเนตรกิจการเหมืองเจ้าฟ้า   และวันที่ 6 ตุลาคม 2531  สมเด็จพระเทพรัตนสุดาสยามพระบรมราชกุมารี  ได้ทรงทอดพระเนตรกิจการด้วยความสนพระทัยเป็นอย่างยิ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างยิ่งแก่ตระกูล "หงษ์หยก"

เนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลไม่อนุมัติให้มีการทำเหมืองแร่อีกต่อไป   แต่มีนโยบายให้มีการท่องเที่ยวมาแทนและประการหนึ่ง ราคาแร่ตกต่ำมากไม่สามารถดำเนินการให้คุ้มทุนได้บริษัทจึงต้องปิดการทำเหมืองแร่ในปี พ.ศ.2535