หลวงอนุภาษภูเก็ตการ

general_page_2_pic1.jpg

"หลวงอนุภาษภูเก็ตการ"  ต้นตระกูลเป็นชาวจีนฮกเกี้ยนชื่อ  นายเซ็กอู๊ด  (พระจีนเสื้อดำ)  อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทย  ที่  ตำบลกะไหล  จังหวัดพังงา  นายเซ็กอู๊ด  ได้แต่งงานกับคนไทยชื่อ  นางขอม  มีบุตรด้วยกัน  6  คน หนึ่งใน 6 คน  นั้นคือ นายตันจิ้นหงวน เกิดวันที่ 4 พฤศจิกายน 2431 กำพร้าบิดาเมื่ออายุ 9 ขวบ เรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดมงคลนิมิตร (วัดกลาง) โดยท่านเจ้าคุณพระวิสุทธิวงศาจารย์ญาณมุนี(เพลา)  จนอ่านออกเขียนได้  พออายุ 14 ปี พี่ชายจึงส่งไปเรียนหนังสือที่เมืองจีนระยะหนึ่ง จึงกลับมาช่วยพี่ชายทำเหมืองแร่ดีบุก ครั้นเมื่อมีความรู้ความสามารถจึงขอแยกตัวมาทำเหมืองเองกับเพื่อนๆ 4-5 คน โดยวิธีเหมืองหาบและได้ประสบความสำเร็จมากเมื่อเปรียบเทียบว่าเป็นการทำเหมืองเองเป็นครั้งแรก  แต่ก็พบกับการสิ้นเนื้อประดาตัวในคราวต่อมา แต่ท่านมุ่งหน้าทำต่อไปอย่างไม่ย่อท้อและได้เปลี่ยนวิธีการทำเหมืองไปเรื่อย ๆ จากเหมืองหาบเปลี่ยนเป็นเหมือง แล่น ท่านทำเหมืองรู (เหมืองปล่อง) ซึ่งเกือบเอาชีวิตไม่รอด เพราะท่านลงไปหาสายแร่ดีบุกด้วยตนเอง  จนกระทั่งเทียนดับซึ่งหมายถึงว่าไม่มีอากาศอยู่ในอุโมงค์แล้วท่านจึงขึ้นมาด้วยความพยายามหาความรู้ในการทำเหมือง มิได้หยุดยั้งท่านได้ทราบว่าทางมาเลเซียได้ทำเหมืองสูบกัน  จึงได้เดินทางไปยังมาเลเซียเพื่อดูกิจการทำเหมืองสูบ และได้เปิดกิจการทำเหมืองสูบเมื่อ พ.ศ.2470 ที่ตำบลวิชิต(ระเงง) แม้การทำเหมืองสูบ ครั้งนี้ไม่ได้ผลท่านก็ไม่ย่อท้อได้พยายามหาทางใหม่ด้วยการซื้อเครื่องกำเนิดไฟฟ้ามาลองผลิตไฟฟ้าแทนเครื่องยนต์อันทำให้สามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้  เมื่่อทดลองแล้วเห็นว่าน่าจะได้ผล ดังนั้นในวันที่ 9 มกราคม พ.ศ.2473 โรงไฟฟ้าก็ทำพิธีเปิดการจ่ายกระแสไฟฟ้าสำหรับใช้ทำเหมืองสูบแทนเครื่องยนต์ โดย สมเด็จพระบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิจ ทรงเสด็จมาเป็นองค์ประธาน  ทรงลงลายพระหัตถ์ประธานชื่อ เหมืองสูบที่ี่ใช้ไฟฟ้าในการทำเหมืองว่า  "เหมืองเจ้าฟ้า" ให้ไว้เป็นที่ระลึก


ท่านได้บำเพ็ญประโยชน์มากมายจึงได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหลวงอนุภาษภูเก็ตการเมื่อ  พ.ศ. 2474 เนื่องจาก  ท่านเป็นผู้ที่ชอบใฝ่หาความรู้ในการทำงาน ดังนั้นเมื่อเหมืองสูบเจ้าฟ้าสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีแล้ว  ประกอบทั้งท่านเดินทางไปปีนังเป็นประจำ และได้เห็นเห็นกิจการเหมืองเรือขุดแร่ ดังนั้นในปี พ.ศ.2481 ท่านจึงได้ซื้อเรือขุดแร่จากประเทศมาเลเซียมาทำการเปิดเหมืองเรือขุด ณ บ้านหินลาดจังหวัดพังงานับเป็นคนไทยคนที่ 2 รองจากพระอร่ามสาครที่มีเรือขุดของตัวเอง

general_page_2_pic2.jpg

ในการทำเหมืองมีความจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ต่างๆ และต้องซื้อจากที่อื่น เพื่อให้งานเดินไปอย่างรวดเร็วจึงได้เปิดแผนกเสริม  คือ โรงหล่อกลึง  โรงเลื่อยไม้ และโรงงานไม้แปรรูป โรงสีข้าว เพื่อให้คนงานเหมืองทาน โรงน้ำแข็ง และแผนกอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับแผนกการทำเหมือง คือ โรงทำสบู่ โรงทำสุรา สวนยาง สวนมะพร้าว เรือเดินทะเล ภูเก็ต-กันตัง ช่วงที่มีความเจริญสูงสุดของหลวงอนุภาษภูเก็ตการ  คือ ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ฐานะของท่านมีความมั่งคั่งและมั่นคงมาก

สมัยนั้นทางมาเลเซียเรียกหลวงอนุภาษภูเก็ตการว่าเป็น เซี๊ยบี้อ๋อง แปลว่า เจ้าแห่งดีบุก  เมื่อกิจการดีขึ้นเป็นลำดับ ท่านมีความห่วงใยในอนาคตของครอบครัว และต้องการเห็นความเป็นปึกแผ่นมั่นคงของกิจการอยู่ชั่วลูกชั่วหลาน  จึงจดทะเบียนตั้งบริษัทจำกัดด้วยทุนทรัพย์ดำเนินงาน  2,200,000.00 บาท ให้ชื่อว่า บริษัท อนุภาษและบุตร จำกัด เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2482 จัดแบ่งให้  ภรรยา บุตร ธิดา ทุกคนเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทร่วมกับท่าน  หลวงอนุภาษภูเก็ตการ  เมื่อยังเป็นหนุ่มได้ช่วยพี่ชายคนโตทำงานซึ่งมีชื่อว่า  ตันจีนฮอง  ตามที่กล่าวแล้ว ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เช่นกัน  เป็นหลวงประเทศจีนารักษ์หลวงอนุภาษภูเก็ตการ  ได้ให้ความนับถือพี่ชายท่านเมื่อมีพระราชบัญญัติขนานนามสกุลขึ้นในปี พ.ศ.2456  เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2458 หลวงประเทศจีนารักษ์ได้ไปขอรับการขนานนามสกุลจากสมุหเทศาภิบาลขนานนามสกุลว่า  "หงษ์หยก"  หลวงอนุภาษภูเก็ตการ  จึงขอใช้นามสกุลเดียวกัน และในปี พ.ศ.2496 ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จตุถาภรณ์ช้างเผือก

ต่อมาในเดือนมีนาคม พ.ศ.2502 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จทอดพระเนตรกิจการ  "เหมืองเจ้าฟ้า" นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างยิ่งและเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2531 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามพระบรมราชกุมารีฯ ได้ทรงเสด็จทอดพระเนตรกิจการ "เหมืองเจ้าฟ้า" ด้วยความสนพระทัย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างยิ่งแก่ตระกูลหงษ์หยก หลวงอนุภาษภูเก็ตการสมรสกับนางหลุ่นฮุ่น ในปี พ.ศ.2446 ซึ่งมีอายุ  27 ปี  ขณะนั้นท่านยังเพิ่งเริ่มตั้งตัวยังไม่ถึงกับเป็นผู้มีฐานะ และบางครั้งก็ถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัว  แต่่คุณนายหลุ่นฮุ่นก็เป็นภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากอย่างแท้จริงโดยตลอดมา เนื่องจากท่านมีโรคประจำตัวจึงเสียชีวิตลงเมื่อ พ.ศ. 2496 ท่านทั้งสองมีทายาทด้วยกัน 10 คนรวม ทั้งบุตรชายที่เสียชีวิตตั้งแต่เยาว์วัยจึงเหลือทายาท 9 คนคือ

1.นางยุพา หงษ์หยก สมรสกับ นายซุ่นเซ่งกอก(ถึงแก่กรรม)

2.นายวิรัช (ถึงแก่กรรม) สมรสกับ นางบุญศรี(สก๊อต)

3.นายวีระพงษ์ หงษ์หยก สมรสกับ นางจินตนา(แซ่จู้)

4.นายคณิต (ถึงแก่กรรม) สมรสกับ นางเพ็ญศรี(สวัสดิ์ภักดี)

5.นางยุวดี เจริญพิทักษ์(ถึงแก่กรรม)สมรสกับนายทวี เจริญพิทักษ์ (ถึงแก่กรรม)

6.นายเอนก หงษ์หยก สมรสกับ นางสุกัญญา(ถึงแก่กรรม)

7.นายณรงค์ หงษ์หยก สมรสกับ นางเยาวลักษณ์(โภคาผล)

8.นางยุพาวดี สมุทรอัษฎงค์ สมรสกับ นายนเรศ สมุทรอัษฎงค์ (ถึงแก่กรรม)

9.นายสานิต หงษ์หยก สมรสกับ นางบี้กุ่ย (ถึงแก่กรรม)

general_page_2_pic3.jpg

หลวงอนุภาษภูเก็ตการ  ท่านเป็นบิดาที่มีความยุติธรรมรักลูกทุกคนเท่ากันไม่ว่าเป็นชายหรือหญิง  ดังที่กล่าวมาแล้วแต่ต้นว่า ให้บุตรทุกคน เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทด้วย  และให้ลูกทุกคนไปเล่าเรียนหนังสือที่โรงเรียนที่มีชื่อเสียงที่ปีนัง นอกจากนั้นยังได้ส่งไปเรียนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา  ซึ่งในสมัยนั้นนับว่าเป็นกรณีพิเศษมาก  เมื่อเปรียบเทียบกับลูกคนธรรมดา  เพราะลูกเจ้านายเท่านั้นที่ไปศึกษานอกประเทศ เมื่อลูกๆ จบกลับมาก็ให้ไปฝึกงานจากลูกน้องจนกระทั่งขึ้นเป็นนายคนได้ ท่านมิได้ฝึกงานให้ลูกอย่างเดียว  หากแต่สั่งสอนให้รู้จักคุณค่าของเงินรู้จักเก็บออมและใช้ไปในทางที่ถูกที่ควร  อีกทั้งรู้จักเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวมและส่วนท้องถิ่น  ซึ่งท่านได้ทำตัวอย่าง  โดยที่มีอนุสรณ์ เช่น ยกที่ดินเพื่อสร้างโรงเรียนบ้านสวนมะพร้าว ซึ่งปัจจุบันชื่อโรงเรียนหงษ์หยกบำรุง สร้างวัดที่ตำบลกะทู้  ชื่อวัด อนุภาษกฤษฎาราม ยกที่ดินให้สร้างโรงพยาบาลมิชชั่น   และในส่วนที่ไม่มีอนุสรณ์นั้นด้วยการบริจาคเงินช่วยเหลือราชการเป็นจำนวนมาก  และหลายครั้ง  เป็นผู้ก่อตั้งสมาคมอุตสาหกรรมเหมืองแร่  มีท่านเป็นนายกอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ซึ่งลูกหลานก็ได้สืบทอดเจตนารมย์ของท่านได้รับความไว้วางใจจากชาวภูเก็ตให้บุตรชายคนโต คือนายวิรัช หงษ์หยก ได้รับเลือกตั้งให้เป็น  ประธานสภาจังหวัดภูเก็ตและเป็นนายกเทศมนตรีเมืองภูเก็ต 1 สมัย  บุตรชายคนที่ 3 คือ นายคณิต หงษ์หยก เป็นเทศมนตรีเมืองภูเก็ต หลานชายซึ่งเป็นบุตร นายคณิต หงษ์หยก คือร้อยโทภูมิศักดิ์ หงษ์หยก ได้รับการเลือกตั้งให้เป็นเทศมนตรีเมืองภูเก็ต 1 สมัย และนายกเทศมนตรีเมืองภูเก็ต 3 สมัย  ท่านเริ่มป่วยในต้นปี 2505 และได้เข้ากรุงเทพฯเพื่อรับการรักษาเมื่ออาการดีขึ้นก็กลับมาภูเก็ตเพื่อพักฟื้น  แต่อาการก็ไม่ดีเท่าที่ควรและเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ.2502 รวมอายุ 74 ปี เมื่อท่านเสียชีวิตไปแล้วความประสงค์ของท่านในเรื่องความเป็นปึกแผ่นของครอบครัวก็ยังคงอยู่ ทั้งนี้เพราะลูกหลานมีความรักและเชื่อฟังคำสั่งสอนของท่านเป็นอย่างยิ่ง ลูกและหลานชายทุกคนก็ยังทำงานกับบริษัท อนุภาษและบุตร จำกัด และบริษัทในเครือด้วย