|
บ้านหงษ์หยก |
 |
เป็นชื่อบ้านที่หลวงอนุภาษภูเก็ตการ(นายจิ้นหงวน หงษ์หยก)ผู้ก่อตั้งบริษัท อนุภาษและ
บุตร จำกัด ให้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2473 ออกแบบโดยขุนพิศาลสารกรรม ใช้เวลา
ก่อสร้างประมาณ 3 ปี การที่บ้านหลังนี้ถูกเรียกว่า"อั้งหม้อเหลา" ซึ่งแปลว่า "ตึกฝรั่ง"
เพราะตัีวบ้านเป็นอาคารยุโรปผสมจีนซึ่งแตกต่างจากบ้านห้องแถวอันเป็นที่นิยมในสมัยนั้น |
| |
มีบางกลุ่มได้เรียกตึกลักษณะเช่นนี้ในภูเก็ตว่า "ชิโนโปรตุกีส" เพราะเป็นแบบยุโรปผสม
จีนบางก็ให้ความเห็นว่า สิ่งก่อสร้างเช่นนี้ไม่น่าจะมีหลงเหลืออยู่อีกแล้ว เพราะวัฒนธรรมดัง
กล่าวมีมาช้านาน ควรจะเป็นแบบ"โคโลเนี่ยวสไตล์" มากกว่าอันเนื่องมาจากได้รับอิทธิพล
มาจากชาวยุโรปที่เข้ามาค้าขายในรุ่นหลังๆ ซึ่งจะเห็นได้จากเพื่อนบ้านใกล้เคียงคือ ในเมือง
ปีนังประเทศมาเลเซีย และประเทศสิงคโปร์ |
บ้านหลังนี้ปลูกอยู่บนเนี้อที่ 5 ไร่ ตัวบ้านใช้เนื้อที่ 3/4 ไร่ มีห้องต่างๆ ดังนี้ ห้องนอน
สำหรับรับรองแขก 1 ห้อง และห้องนอนสำหรับผู้พักอาศัย 5 ห้อง ห้องทำงาน,ห้องพระ,
ห้องรับรองแขกใหญ่ 1 ส่วน และเล็ก 1 ส่วน ห้องอาหารสำหรับ 18 ที่ ห้องนั่งเล่นหรือ
ห้องเอนกประสงค์ ซึ่งเป็นห้องโถงใหญ่ ห้องซักผ้า และห้องอื่น ๆ อีก เฟอร์นิเจอร์เกือบ
ทุกชิ้นสั่งทำจากกรุงเทพฯ ปัจจุบันยังคงใช้อยู่ กระเบื้องปูพื้นโมเสค และกระเบื้องปูหลังคา
สั่งจากอังกฤษเพราะคุณภาพดีมากทำให้สีคงสภาพเดิมถึงแม้จะผ่านจากการถูกน้ำท่วม และ
หน้าฝนปีแล้วปีเล่า นอกจากนั้นพัดลม,โคมไฟ,ปลั๊กไฟ ยังคงใช้การได้เป็นอย่างดี |
|
| |
คุณบุญศรี หงษ์หยก สมรสกับบุตรชายคนโตของหลวงอนุภาษภูเก็ตการ ชื่อคุณวิรัช หงษ์
หยก ปัจจุบันได้ถึงแก่กรรมแล้ว คุณบุญศรี หงษ์หยก รับมรดกบ้านหลังนี้มา แต่ยังคงยึด
ถือเจตนาเดิมของหลวงอนุภาษภูเก็ตการที่อยากให้บ้านนี้เป็นที่รวมของ ลูกๆหลานๆตระกูล
"หงษ์หยก" ดังนั้นทุกปีพี่น้องที่อยู่ที่อื่น จะกลับมาพักที่บ้านนี้ เพื่อมาทำพิธีไหว้บรรพบุรุษ (เช้งเม้ง)ที่สุสานนอกจากนั้นหากพี่น้องคนใด หรือบริษัทมีแขกคนสำคัญมาเยือน |
| |
"อั้งหม้อเหลาของบ้านหงษ์หยก" ก็จะเป็นที่รับรองเสมอและเป็นที่ทำพิธีสมรสแบบทางใต้
้เรียกว่า"พิธียกน้ำชา หรือ พังเต" รวมทั้งส่งจ้าวบ่าวจ้าวสาวเข้าห้องหอและเจตนารมณ์ดัง กล่าวจะคงเป็นเช่นนี้ตลอดไป อีกทั้งได้พยายามรักษาสภาพตึกหลังนี้ให้คงเหมือนเดิมแรก สร้าง จึงได้รับพระราชทานกิตติบัตร จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรม
ราชกุมารี เนื่องในงานนิทรรศการ "สถานปนิค 30" ในปี พ.ศ. 2530 นอกจากนี้ยัง มีีีสถาบันต่าง ๆ ขอเข้าชมบ้านเพื่อเป็นการทัศนศึกษา ถ่ายทำภาพยนต์หรือถ่ายรูปลงนิตย
สารอยู่เนืองๆ |
|
|
|